มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ACTION ON SMOKING AND HEALTH FOUNDATION
Press Release
ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ข่าวตีพิมพ์ : สามารถเผยแพร่ได้ทันที
วันนี้ (12 ก.พ.69) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่จังหวัดเชียงราย ศูนย์ข่าวปลอดควันจังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบจังหวัดเชียงราย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เชียงรายปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า: Tobacco Control Mapping Forum จังหวัดเชียงราย” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและทิศทางการทำงานแบบบูรณาการ ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิเคราะห์บริบทและปัญหาร่วม พร้อมทั้งวางกรอบแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ในระยะ 2 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2569-2570) เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการทำงานควบคุมการบริโภคยาสูบระดับจังหวัดที่เป็นรูปธรรม
นายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า วิสัยทัศน์ “เชียงรายโมเดล” ที่มุ่งเน้นในการปกป้องเด็กและเยาวชนเชียงรายจากการเสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยระบุว่าจากข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2567 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ 10.63% เป็นอันดับที่ 74 ของประเทศ ถึงจะอยู่ในลำดับที่ต่ำ แต่เยาวชนมีแนวโน้มเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อยลงเรื่อย ๆ นโยบายจังหวัดเชียงรายปลอดบุหรี่ จึงมุ่งเน้นการดำเนินงานรอบด้าน ประกอบด้วย การทำให้ “สถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ” เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับควันบุหรี่มือสองและมือสาม และลดการเข้าถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน พร้อมสั่งการให้ทุกท้องถิ่นยกระดับการช่วยเลิกบุหรี่ผ่านเครือข่าย อสม. และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วทั้งจังหวัด
นอกจากนี้ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสุขภาพที่ดีตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด (พ.ศ. 2566-2570) โดยส่งเสริมให้ประชาชน ลด ละ เลิก บุหรี่และสุรา คุมเข้มกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ โรงพยาบาล และอุทยานแห่งชาติ เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนและนักท่องเที่ยว โดยมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท ทั้งนี้แนวทางนโยบายสำคัญ ได้แก่ นโยบายสร้างเมืองปลอดภัย : การเตรียมประกาศเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อยกระดับเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ นโยบายเขตปลอดบุหรี่ : บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในสถานที่สาธารณะ สถานพยาบาล วัด และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ส่วนนโยบายการควบคุมการจำหน่าย : ห้ามโฆษณา ผลิต หรือนำเข้าสินค้าเลียนแบบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า โดยมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท สุดท้ายการสร้างเสริมสุขภาพ : รณรงค์ให้ประชาชน ลด ละ เลิก เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน
ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า การชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ “Double Burden” หรือภาระสองเท่าจากทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า โดยปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายผ่านรูปลักษณ์ที่เหมือนของเล่น (Toy Pods) ทำให้สถิติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กนักเรียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การบูรณาการครั้งนี้จึงต้องมุ่งเน้นการสร้าง “เกราะป้องกัน” ด้วยการให้ความรู้ที่ถูกต้องว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เด็กและเยาวชนเชียงรายกลายเป็นนักสูบหน้าใหม่
ศ.นพ.ประกิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอีก 2 ปีนับจากนี้ (2569-2570) จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดนำร่องขับเคลื่อนงาน “โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการผนึกภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยตระหนักว่า เชียงรายเป็นพื้นที่ที่ขับเคลื่อนงานโรงเรียนปลอดบุหรี่เข้มแข็ง อีกทั้งการสนับสนุนการทำงานจากเครือข่ายที่มีความต่อเนื่องหากมีการบูรณาการความร่วมมือในการทำเรื่องนี้ โดยมีเป้าหมายร่วมกันจะนำไปสู่การป้องกันและลดอัตราการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนได้
ขณะที่ นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวเน้นย้ำนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าต้องเป็นศูนย์” ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือ การทำงานร่วมกันของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การขับเคลื่อนผ่านกลไกสาธารณสุขในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมุ่งเป้าไปที่การลดอุบัติการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การกำกับดูแลให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกแห่งมีมาตรฐาน "สถานพยาบาลปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า" และมีระบบคัดกรองผู้สูบเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดอย่างจริงจังเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในเขตสุขภาพที่ 1
ด้าน รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ขับเคลื่อนเจเนอเรชันใหม่ปลอดบุหรี่ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพลังกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ขับเคลื่อน เจเนอเรชันใหม่ปลอดบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ” (Consortium of Thai Medical Schools Driving Towards a Smoke-Free Generation) ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ แสดงพลังเพื่อเป็นต้นแบบแก่สังคมในการต่อต้านการใช้บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ และสร้างเจเนอเรชันใหม่ ให้นักศึกษาแพทย์และเยาวชนมีค่านิยมไม่พึ่งพายาสูบ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ไปแล้วนั้น เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของโครงการ จัดทำเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการนักศึกษาแพทย์ปลอดบุหรี่ ทุกสถาบันตกลงร่วมกันที่จะแสดงพลังเพื่อเป็นต้นแบบ ผู้บริหารทุกสถาบันร่วมเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนและสร้างความร่วมมือ อย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคมในการต่อต้านการใช้บุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ขยายผลการดำเนินงานผลักดันโครงการนักศึกษาแพทย์ปลอดบุหรี่ให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า สร้างเจเนอเรชันใหม่ มุ่งเน้นให้นักศึกษาแพทย์และเยาวชนมีค่านิยมที่ไม่พึ่งพายาสูบ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น 'เจเนอเรชันใหม่ปลอดบุหรี่'
รศ.นพ.ปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยขอบเขตความร่วมมือของสถาบันสมาชิก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่คณะทำงานกำหนด แต่ละสถาบันตกลงจะดำเนินการดังนี้ ด้านนโยบาย กำหนดแนวทางปฏิบัติภายในสถาบันให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ กสพท. กำหนด เพื่อการเป็นสถาบันปลอดบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการประชาสัมพันธ์: สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและรณรงค์โครงการฯ เชิงรุก ให้ทั่วถึง ทั้งภายในสถาบันและต่อสังคมวงกว้าง เพื่อตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านสุขภาวะ และด้านการดำเนินงาน: ประสานงานและสนับสนุนการจัดกิจกรรมของคณะทำงานโครงการฯ พร้อมทั้ง ให้ความร่วมมือในการติดตามและประเมินผล เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ กสพท. เป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง ต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.รัชนี มิตกิตติ อาจารย์สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้นำเสนอข้อมูลจากการระดมสมอง (Mapping Forum) ซึ่งพบว่าหัวใจสำคัญของการทำงานใน 2 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายหลัก คือ 1. ช่วยให้ผู้สูบบุหรี่ในจังหวัดเชียงรายเลิกสูบสำเร็จ ร้อยละ 15 และ 2. ป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการทำงานใน 2 ปีข้างหน้า คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยการใช้ "Data-Driven Policy" หรือการใช้ข้อมูลจริงในระดับพื้นที่มาออกแบบกิจกรรม การใช้ข้อมูลจริงในระดับพื้นที่มาออกแบบกิจกรรม เช่น การเฝ้าระวังร้านจำหน่าย การระบุจุดเสี่ยงที่มีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ และการใช้พลังสังคมออนไลน์ในการสื่อสารสร้างกระแส “คนเชียงรายไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อเปลี่ยนค่านิยมของคนรุ่นใหม่
ท้ายที่สุด นายพรชัย พรสวรรค์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เครือข่ายในจังหวัดเชียงรายได้มีโอกาสในการกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการมุ่งเป้าให้จังหวัดเชียงรายปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสอดรับกับแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2565 - 2570 สิ่งสำคัญนับจากนี้ จะต้องมีการกำหนดแผนปฏิบัติการ ระบบติดตามผลการดำเนินงาน มีการเชื่อมประสานการทำงานของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม รวมไปถึงการสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วมของคนในจังหวัดเชียงรายเพื่อนำไปสู่การลดอัตราการสูบบุหรี่ของคนเชียงราย
การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการรวมพลังของทุกภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคนโยบาย ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ภาคบังคับใช้ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานควบคุมยาสูบในจังหวัดเชียงรายให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อไป
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ คุณอุรพี จุลิมาศาสตร์ (พี) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
02 278 1828, 086 655 8284 / urapee@ashthailand.or.th