มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ACTION ON SMOKING AND HEALTH FOUNDATION
Press Release
ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ข่าวตีพิมพ์ : สามารถเผยแพร่ได้ทันที
กรุงเทพฯ - วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2569) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดประชุมชี้แจง ขับเคลื่อนสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) กทม. นำร่องทำบ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับภาคีองค์กรและหน่วยสถานพยาบาล บูรณาการประเด็นปกป้องเด็กเล็กจากการได้รับควันบุหรี่ /บุหรี่ไฟฟ้า เข้าสู่งานประจำ ขับเคลื่อนให้เกิดโมเดลการดำเนินงาน “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า” มุ่งสู่การขยายผลต่อไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) แห่งอื่น
แพทย์หญิงดลจรัส ทิพย์มโนสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานควบคุมยาสูบระดับประเทศ และร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากการได้รับอันตรายจากบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และมีสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยบริการของศูนย์บริการสาธารณสุข ที่มีบทบาทในการดูแลเด็กเล็ก อายุระหว่าง 3 เดือน – 3 ปี มีความใกล้ชิดกับพ่อแม่/ ผู้ปกครอง และชุมชน ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองที่เด็กใช้เวลาอยู่เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเด็กเล็กคือกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด เสี่ยงต่อการได้รับสารพิษควันบุหรี่ ไอบุหรี่ไฟฟ้า จากคนในครอบครัว และในชุมชน
แพทย์หญิงดลจรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการที่จะทำให้บ้านของเด็กเล็กเป็นบ้านที่ปลอดจากควันบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า ร่วมปกป้องเด็กเล็กจากศูนย์เด็กเล็กสู่ชุมชนที่ปลอดภัย จึงเกิดความร่วมมือกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในการที่จะร่วมขับเคลื่อนให้สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) กทม. นำร่องทำบ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าขึ้น โดยมีพื้นที่ขับเคลื่อนงาน จำนวน 8 แห่ง เป้าหมายสำคัญคือ ศูนย์เด็กเล็กคือพื้นที่ปลอดภัยโดยต้องปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% ครูพี่เลี้ยง/พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นจุดส่งต่อความรู้สู่ผู้ปกครองรับรู้ถึงโทษภัยของควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพของเด็กเล็ก ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ผิดคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในครอบครัว พ่อแม่ร่วมกันดูแลลูกด้วยการทำบ้านปลอดภัยให้เด็กปลอดภัย รวมทั้งการมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมครอบครัวและชุมชนร่วมมือกัน สร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
ด้าน ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ ข้อมูลจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ.2562 - 2563 ในประเทศไทยพบเด็กอายุ 1 - 5 ปี พักอยู่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่สูงถึง 55% โดยในกรุงเทพฯ พบมากที่สุด 62%และงานวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสควันบุหรี่มือสองในบ้าน และการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในไทย ที่ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ หอบหืดและหลอดลมหรือปอดอักเสบ พบว่า เด็กที่อาศัยในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่เสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคระบบหายใจส่วนล่างสูงขึ้นถึง 4 เท่า นอกจากนี้มีการนำเส้นผมของเด็กที่พักอาศัยในบ้านที่มีการสูบบุหรี่มาตรวจ พบว่ามีปริมาณสารนิโคตินซึ่งเป็นสารพิษในบุหรี่สูงกว่าค่ามาตรฐาน ในขณะเดียวกันผู้ได้รับควันบุหรี่มือสาม (Third hand Smoker) จะได้รับควันบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ตามพื้น ที่นอน หมอน ของใช้ เสื้อผ้า และผมของผู้สูบ และพบสารนิโคตินตกค้างตามผนังห้อง พื้นห้อง ประตู ถึง 10 เท่า จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เนื่องจากเด็กมีความเสี่ยงต่อบุหรี่มือสามมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 50 – 100% ส่งผลกระทบต่อสรีระและพัฒนานาการของเด็ก โดยในด้านสรีระเด็กจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า อัตราการหายใจน้อยกว่า และการกำจัดสารเสพติดด้อยกว่า ในขณะที่ด้านพัฒนาการ เด็กคลานติดพื้น เอามือเข้าปาก และหลบหลีกไม่เป็น
ในขณะที่ ผศ.พิเศษ พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้นำเสนอบทเรียน ถอดรหัสความสำเร็จ “บ้านนี้ปลอดบุหรี่ ทำได้จริง” เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนให้แก่สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) กทม. ซึ่งการดำเนินโครงการบ้านปลอดบุหรี่ ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551 – 2559 โดยกรอบแนวคิดในการดำเนินงาน ได้เชื่อมงานกับเครือข่ายพันธมิตร ด้านสุขภาพ ครอบครัว และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ได้มีการสำรวจข้อมูล จากพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุแรกเกิด ถึง 12 ปี ที่นำบุตรหลานมารับบริการตรวจ รักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯ พบว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ ร้อยละ 82 มีการสูบบุหรี่ในบ้านที่มีเด็ก มากกว่า 1 ใน 3 เคยเห็นบุตรหลานเลียนแบบท่าทางการสูบบุหรี่ ในขณะที่ ร้อยละ 86 เชื่อว่าผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเดียวกับผู้ที่สูบบุหรี่ และร้อยละ 84 เห็นด้วยต่อการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่ ในขณะที่ ร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าโรคต่าง ๆ ในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง ดังนั้น การสื่อสารประชาสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุด นางสาวแสงเดือน สุวรรณรัศมี ผู้จัดการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า การจัดการประชุมดังกล่าวขึ้น โดยเชิญบุคลากรจากสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day Care) ทั้ง 8 แห่ง ในสังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุข บุคลากร ผู้แลเด็ก พร้อมด้วยผู้ปกครอง เข้าร่วมงานดังกล่าว จำนวน 34 คน เพื่อร่วมวางแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ ร่วมถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการมีส่วนร่วม โดยมูลนิธิรณรงค์ ฯ จะเป็นหน่วยในการสนับสนุนสื่อต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบสื่อสำหรับจัดกิจกรรมในพื้นที่และสื่อออนไลน์ รวมถึงร่วมติดตามประเมินผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นตลอดแผนการดำเนินงานร่วมกับสำนักอนามัย กทม. ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งแวดล้อม สร้างพื้นที่และสร้างสังคม ที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยการทำบ้านเด็กเล็กปลอดจากควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ปกป้อง เด็กเล็กในวันนี้เพื่อชุมชนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในวันหน้า
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ นางสาวอังคณา มานุจัม มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โทร.086 – 158 1283 / 02 – 278 1828